หัดเขียนอักษรจีน

WRITTING

ผมเชื่อว่าเราคงเคยเห็นตัวหนังสือจีนกันมาแล้ว หลายๆคนคงรู้สึกสับสนและไม่รู้จะเริ่มขีดตรงไหนก่อน ทั้งนี้เพราะตัวอักษรจีนประกอบด้วยเส้นหลายๆเส้นประกอบกัน แต่ในความเป็นจริงแล้ว ตัวอักษรจีนก็มีกฎในการเขียนอยู่เหมือนกันว่าจะต้องเขียนจากไหนไปไหนก่อน ซึ่งเราจะได้ศึกษากันต่อไปเพื่อที่จะได้เขียนได้ถูกต้องนะครับ เรามาดูประเภทของเส้นในตัวอักษรจีนกันก่อนนะครับ

เส้นแรกเราเรียกว่า "เหิง" เป็นเส้นตรงธรรมดา เขียนโดยลากจากซ้ายไปขวา - - - - - - - - - - - - - - -

เส้นที่ 2 เรียกว่า "เผี่ยะ" เป็นเส้นที่ลากลงจากมุมบนด้านขวาไปยังด้านล่างซ้าย- - - - - - - - - - - - - - -

เส้นที่ 3 เรียกว่า "น่า" เป็นเส้นที่ลากลงจากมุมบนด้านซ้ายไปยังด้านล่างขวา- - - - - - - - - - - - - - -

เส้นที่ 4 เรียกว่า"เตี่ยน" เป็นแต้มเล็กๆ สามารถแต้มจากมุมบนไปยังมุมล่างซ้าย หรือจะเป็นมุมล่างขวาก็ได้- - - - - - - -

เส้นที่ 5 เรียกว่า "ซู่" เป็นเส้นในแนวตั้ง เขียนจากบนลงล่าง- - - - - - - - - - - - - - -

เส้นที่ 6 เรียกว่า "โกว" เป็นเส้นที่ตรงปลายจะเหมือนตะขอเกิดได้จากการตวัดพู่กันหรือปากกา แบ่งได้อีกหลายอย่าง

แบบแรกเรียกว่า "เหิงโกว" เป็นเส้นในแนวนอนเหมือนเส้น เหิง แต่ตรงปลายมีการตวัดเส้นเข้าด้านใน- - - - - - - -

แบบที่ 2 เรียกว่า "ซู่โกว" เป็นเส้นในตั้งเหมือนเส้น ซู่ แต่ตรงปลายมีการตวัดเส้นเข้าด้านใน- - - - - - - - - - - - - - -

แบบที่ 3 เรียกว่า "วานโกว" เป็นเส้นโค้งเข้าในแนวตั้ง ตรงปลายมีการตวัดเส้นเข้าด้านใน- - - - - - - - - - - - - - -

แบบที่ 4 เรียกว่า "เสียโกว" เป็นเส้นโค้งออกในแนวตั้ง ตรงปลายมีการตวัดเส้นออกด้านนอก- - - - - - - - - - - - - - -

แบบที่ 5 เรียกว่า "ผิงโกว" เป็นเส้นโค้งออกขนาดเล็กในแนวนอน ตรงปลายมีการตวัดเส้นออกด้านนอก- - - - - - - -

เส้นที่ 7 เรียกว่า "ถี" เป็นเส้นตรงแนวนอนแทยงขึ้นด้านบน โดยมีการลากจากล่างซ้าย ขึ้นไปบนขวา- - - - - - - -

เส้นที่ 8 เรียกว่า "เจ๋อ" เป็นเส้นที่มีการบิดทั้งเส้นแนวนอนแล้วลากลงหรือเส้นแนวตั้งหักมุมลากตามแนวนอน- - ,

เส้นที่ 9 เรียกว่า "เหลียนเหอ ปี่ฮว้า" เป็นเส้นที่มีการรวมกันของเส้นหลายประเภท แบ่งย่อยได้อีกหลาย ประเภท

แบบที่ 1 เรียกว่า "เหิงเจ๋อโกว" เป็นเส้นตรงในแนวนอนแล้วโคังลงพร้อมทั้งมีการตวัดเข้าด้านในของปลายเส้น- - - -

แบบที่ 2 เรียกว่า "ซู่วานโกว" เป็นเส้นในแนวตั้งแล้วบิดไปทางขวาตามแนวนอนแล้วตวัดหางขึ้น- - - - - - - -

แบบที่ 3 เรียกว่า "เหิงเผี่ยะ" เป็นเส้นในแนวนอนแล้วตวัดเฉียงไปทางด้านซ้ายล่าง- - - - - - - -

แบบที่ 4 เรียกว่า "ซู่เจ๋อเจ๋อโกว" มีลักษณะซิกแซ็กต่อเป็นเส้นเดียวกัน- - - - - - - - -

แบบที่ 5 เรียกว่า "เหิงเจ๋อวานโกว" มีลักษณะคล้ายเลข 3 ตรงปลายจะตวัดเป็นตะขอเข้าด้านใน- - - - - - - -

แบบที่ 6 เรียกว่า "เหิงเจ๋อวานเผี่ยะ" มีลักษณะคล้ายเลข 3 เหมือนกันแต่จะไม่ตวัดปลาย- - - - - - - - -

แบบที่ 7 เรียกว่า "ซู่ถี" เป็นเส้นตรงในแนวตั้งแต่มีการตวัดหางออกด้านนอก- - - - - - - -

แบบที่ 8 เรียกว่า "เผี่ยะเจ๋อ" เป็นเส้นแทยงลงจากบนมาด้านล่างซ้ายแล้วลากเป็นเส้นแนวนอนไปด้านขวา- - - - - - - -

แบบที่ 9 เรียกว่า "เผี่ยะเตี่ยน" เป็นเส้นแทยงลงจากบนมาด้านล่างซ้ายแล้วลากแทยงลงไปด้านล่างขวา- - - - -

แบบที่ 10 เรียกว่า "เหิงเจ๋อถี" เป็นเส้นแนวนอนแล้วหักลงตามแนวตั้งแล้วตวัดหางออก- - - - - - - -

แบบที่ 11 เรียกว่า "เหิงเจ๋อวานโกว" เป็นเส้นแนวนอนแล้วหักลงตามแนวตั้งแล้วลากออกตามแนวนอนแล้วตวัดหาง- -

WRITTING

ลำดับการเขียน

ทีนี้หลังจากที่เรารู้จักประเภทของเส้นที่มีอยู่แล้ว ผมหวังว่าเมื่อเวลาเราเจอตัวหนังสือจีนคงพอจะเดาได้แล้วว่าจะลากเส้นอย่างไร ทีนี้มาดูกฏกันว่าเราจะลากเส้นไหนก่อนเส้นไหนหลังกันดีกว่าครับ

1. เส้นในแนวนอนจะต้องมาก่อนเส้นในแนวตั้งเสมอ ไม่ว่าเส้นในแนวตั้งนั้นจะเป็นเส้นตรง เส้นเฉียงไปด้านซ้ายหรือขวาก็ตาม

2. เส้นเฉียงลงทางด้านซ้ายจะต้องมาก่อนเส้นเฉียงลงด้านขวาเสมอ

3. เวลาลากเส้นจะต้องลากจากบนลงล่างเสมอ

4. เวลาลากเส้นจะต้องลากจากซ้ายไปขวา

5. หากเป็นลักษณะที่มีเส้นคลุมหรือมีเส้นเกยอยู่ ให้เขียนเส้นที่คลุมหรือเกยไว้ก่อน แล้วค่อยเขียนด้านใน

6. หากว่าลักษณะที่คลุมหรือเกยกันนั้นอยู่ด้านล่าง ให้เขียนเส้นที่อยู่ภายในก่อน

จากคำตัวอย่าง จะเห็นว่า เราจะเริ่มเขียนจากการขีดเส้นในแนวนอนก่อน ( เส้นที่ 1 และ 2 ) ก่อนที่จะลากเส้น 3 และ 4 ซึ่งเป็นเส้นแนวตั้ง โดยจะลากจากเส้นด้านซ้ายก่อนแล้วค่อยไปเส้นด้านขวาแต่ต้องจำไว้ว่า เราจะลากเส้นจากซ้ายไปขวา และบนลงล่างเท่านั้นนะครับ

จากกฏข้อที่ 5 ดังนั้นเราจะเขียนเส้นด้านนอกก่อน โดยลากเส้นที่1,2 ก่อนแล้วค่อยเริ่มเขียนเส้นด้านใน ตามกฏข้อที่1และ2 จนจบคำด้านใน แล้วค่อยปิดกรอบ สำหรับคำคำนี้ถ้าสังเกตดูจะเห็นมีแต้มอยู่ แต้มนี้เราจะเติมเป็นอันเกือบสุดท้ายนะครับ

ส่วนคำนี้มีลักษณะเข้าตามกฏข้อที่ 6 เนื่องจากมีส่วนที่เกยอยู่ด้านล่าง ดังนั้นให้เขียนส่วนด้านในก่อน แล้วจึงค่อยตามด้วยเส้นด้านนอก

เรื่องเกี่ยวกับการเขียนทั้งหมดก็มีอยู่เท่านี้นะครับ พยายามหัดเขียนบ่อยๆก็จะเกิดการชินไปเอง และทำให้เขียนได้คล่องขึ้น ในส่วนของประเภทของเส้น พยายามจำและทำความเข้าใจให้ดีเพราะจะมีประโยชน์มากในการใช้พจนานุกรมจีน ซึ่งผมอาจจะได้ทำการอธิบายให้ฟังกันอีกในวันหลัง